


วันพุธที่ 10 มกราคม 2567 เวลา 07.00 น. นายโชคชัย พนมขวัญ นายกเทศมนตรีเมืองแพร่ พร้อมด้วยสมาชิกสภาเทศบาลเมืองแพร่ ผู้อำนวยการกองการศึกษา เจ้าหน้าที่กองสวัสดิการสังคมและกองการศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา คณะครูและนักเรียนโรงเรียนเทศบาลวัดเหมืองแดง ชุมชนหัวข่วง ชุมชนศรีชุม ชุมชนพงษ์สุนันท์ สโมสรไลออนส์แพร่ สโมสรโรตารี สโมสรโรตารีเวียงโกศัย สโมสรฟุตบอลแพร่ยูไนเต็ด ชมรมร้านอาหารแผงลอย ชมรมช่างเสริมสวยจังหวัดแพร่ ชมรมช่างเสริมสวยเทศบาลเมืองแพร่ และคณะศรัทธาสาธุชน ร่วมทำบุญตักบาตร ณ บริเวณประตูชัยกำเเพงเมืองแพร่ (เมก)



จากนั้นรับฟังคติธรรมจากคณะพระสงฆ์วัดเมธังกราวาส (น้ำคือ) ความว่า มีนิทานหนึ่งเรื่องมาเล่าให้ฟัง มีชายตาบอดคนหนึ่ง เป็นผู้พิการทางสายตาตั้งแต่กำเนิด วันหนึ่งก็สงสัยว่าดวงตะวันเป็นอย่างไร ก็ออกมาถามเพื่อนบ้านๆ ก็ไม่รู้จะอธิบายให้เขาฟังอย่างไร ก็เลยไปหยิบกะละมังและไม้หนึ่งเล่ม ตะวันก็เหมือนกะละมังใบนี้แหล่ะมันกลมๆ เย็นวันนั้นเขาก็ได้ยินเสียงพระตีระฆัง ก็เลยไปบอกกับเพื่อนบ้านว่านี่แหล่ะพระตีตะวันใช่ไหม เพื่อนก็บอกไม่ใช่ งั้นดวงตะวันเป็นอย่างไร เพื่อนก็เลยไปเอาเทียนไขมาหนึ่งเล่มแล้วจุดเพื่อความสว่าง เนี่ยตะวันมันก็มีลักษณะคล้ายๆ เป็นแบบนี้ วันหนึ่งคนตาบอดไปหาของในบ้านคลำไปคลำมาไปเจอขลุ่ยหนึ่งเหลา ก็คิดว่าเนี่ยแหล่ะกำดวงตะวัน ก็วิ่งไปหาเพื่อนบ้าน นี่ฉันเจอดวงตะวัน เพื่อนบ้านก็บอกว่าไม่ใช่ ดวงตะวันไม่สามารถจะหยิบจะจับได้



เรื่องนี้สอนว่าความจริงบางอย่างในโลกใบนี้ไม่สามารถพิสูจน์ได้ด้วยประสาทสัมผัสทั้งห้า แต่พิสูจน์ได้ด้วยการเจริญจิตภาวนา มีคนมาถามอาตมาเยอะว่าบุญกับบาปหน้าตาเป็นอย่างไร ก็เหมือนกับที่เรามาตักบาตรกันในวันนี้ เป็นการฝึกจิตให้เรามีความเมตตาอารี ฝึกจิตใจให้ละความตระหนี่ถี่เหนียว คนในสมัยก่อนคิดยังไงรู้ไหมโยม เค้าไม่รู้ว่าโลกหน้า นรก สวรรค์ มีจริงหรือไม่ แต่เค้าทำบุญเผื่อโลกหน้ามีจริงเค้าจะได้ไปสู่ภพภูมิที่ดี บุญเป็นการทำดีอย่างหนึ่งก็อยากให้เรารักษาไว้



อีกเรื่องหนึ่งสมเด็จพระยาดำรงราชานุภาพได้รับสั่งจากรัชกาลที่ 5 ให้มาปฏิรูปแผ่นดิน ท่านก็ประกาศรับสมัครข้าราชการมาทำงานในกระทรวงมหาดไทย ก็มีบุคคลจบนอกมากหน้าหลายตามาสมัครงาน แล้วก็มีชายคนหนึ่งแต่งตัวมอซอมาเลยมาสมัครงาน สมเด็จพระยาดำรงราชานุภาพเห็นก็เลยสัมภาษณ์ตัวต่อตัว เคยเป็นอะไรมาบ้าง ผมพออ่านออกเขียนได้ พอเป็นเสมียนได้ไหมขอครับ แล้วทำอะไรเป็นอีกอะเรา ผมไม่รู้หรอกว่าผมทำอะไรเป็นแต่ผมรู้ว่า “อะไรดีก็ทำ อะไรชั่วก็เว้น” แล้วสมเด็จพระยาดำรงราชานุภาพก็ยืนขึ้นแล้วตบไหล่บอกว่า “วันพรุ่งนี้มาทำงานกับเรานะ” เพราะฉะนั้นธรรมะทำได้ง่ายๆ เอาแค่หิริโอตตัปปะแค่นี้พอ หิริ คือความละอายต่อบาป โอตตัปปะ คือ ความเกรงกลัวต่อการทำความชั่ว แค่นี้เอง






















