เทศบาลเมืองแพร่ จัดกิจกรรมตักบาตรบนเมก

82
0
- ผู้สนับสนุนแพร่ข่าว -

วันพุธที่ 20 ตุลาคม 2564 เวลา 07.00 น. นายโชคชัย พนมขวัญ นายกเทศมนตรีเมืองแพร่ พร้อมด้วยสมาชิกสภาเทศบาลเมืองแพร่ ผู้อำนวยการกองการเจ้าหน้าที่ ผู้อำนวยการกองการศึกษา คณะครูและนักเรียนโรงเรียนสาธิตเทศบาลบ้านเชตวัน พนักงานเทศบาล ภรรยาท่านวิเชียร อนุสาสนนันท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ สโมสรไลออนส์แพร่ สโมสรโรตารี สโมสรโรตารีเวียงโกศัย สโมสรฟุตบอลแพร่ยูไนเต็ด ชมรมร้านอาหารแผงลอยและพี่น้องประชาชน ร่วมทำบุญตักบาตรบนเมก ณ บริเวณประตูชัยกำเเพงเมืองแพร่ (เมก) เพื่อร่วมสร้างบุญสร้างกุศล และเชิญชวนให้ใช้ตระกร้าหรือถุงผ้าแทนถุงพลาสติกในการใส่ของทำบุญตักบาตร แต่งกายด้วยผ้าพื้นเมือง รักษาอัตลักษณ์การแต่งกายของจังหวัดแพร่ และรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามของท้องถิ่นให้คงอยู่สืบไป

จากนั้นได้รับฟังธรรมเทศนาจากคณะพระสงฆ์วัดศรีบุญเรืองว่าด้วยเรื่องของ “การปลุกเสกธรรมมะด้วยตัวเอง” หรือเรียกอีกอย่างว่า “การปลุกเสกสิ่งศักดิ์สิทธิ์ด้วยตัวเอง” ปกติเราไปไหว้พระเจ้าทันใจให้ได้ดั่งใจ ไปไหว้พระขอพรหลายๆ ที่ แต่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มีคุณค่าที่แท้จริงมันซุกซ่อนอยู่ในจิตใจ ตามที่สมเด็จพระสังฆราชองค์ก่อนได้พูดไว้เมื่อโยมทำบุญว่า “คิดดี พูดดี ทำดี เป็นศรีเป็นพรสูงสุด ยิ่งกว่าพรเทพพรมนุษย์ เปรียบประดุจความดีที่ทำเอง” เปรียบเหมือนกับคนที่ถามหลวงพ่อคูณครั้งยังมีชีวิตว่า ใส่สร้อยพระหลวงพ่อคูณแล้วทำไมรถยังคว่ำอยู่ ดีนะรอดมาได้แต่ว่าบาดเจ็บ หลวงพ่อคูณก็ถามกลับว่าแล้วโยมขับเท่าไหร่เล่า โยมคนนั้นก็ตอบว่าขับ 100 กว่าหลวงพ่อ “เออนั่นแหล่ะ กูโดดตั้งแต่ 80 แล้ว” หมายความว่าหลวงพ่อคูณเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์แต่ก็ยังช่วยใครไม่ได้ ถ้าไม่ปลุกเสกสติปัญญาเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาดำเนินชีวิตของตัวเราเอง มัวแต่ขอพรจนลืมสร้างบ่มเพาะขึ้นมาในจิตใจของตัวเอง

การไปทำบุญให้ทานที่วัดนั้นเป็นสิ่งที่ดี ถวายภัตตาหาร ข้าว น้ำ แต่โยมอย่ามอบให้แต่วัตถุ แต่โยมต้องถวายความทุกข์ถวายกิเลสทิ้งไว้ที่วัดด้วย เช่น โยมเป็นโรคเครียด เป็นโรคโกรธ เป็นโรคไม่รู้จักพอ เป็นโรคซึมเศร้า เพราะโยมรู้จักแต่สะสม แบกหาม ยึดถือ เวลาทำบุญแล้วควรอธิษฐานจิตด้วยว่าความที่ตัวฉันเป็นคนขี้วิตก เป็นอะไรต่างๆ ความโกรธ เอาใส่ทิ้งไว้ในบาตรซะบ้าง เรื่องอะไรที่ยอมได้ก็ยอมซะบ้าง เรื่องเล็กน้อยหยุมหยิมต่างๆ ก็ปล่อยวางซะบ้าง ถ้าเราเป็นคนรักษาจิตใจได้แบบนี้ เท่ากับว่าญาติโยมเป็นพระเกจิให้ตัวเอง ไม่ต้องดั้นด้นไปหาพระอาจารย์เกจิที่ไหน เพราะบางทีไปแล้วเกิดตกเขาก็มี ไปแล้วน้ำมันหมดก็มี ไปแล้วติดโควิดก็มี เพราะฉะนั้นเป็นเกจิให้ตัวเอง ไหว้พระ สวดมนต์ คิดดี พูดดี ทำดี นี่แหละเป็นสิ่งที่เป็นสิริมงคลแก่ตนเอง เพื่อนำศิล สมาธิ ปัญญา เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใช้ในการดำรงชีวิตอย่างมีคุณค่า เป็นที่พึ่งทางศาสนาและสังคม

ทิ้งคำตอบไว้

กรุณาใส่ความคิดเห็นของคุณ!
กรุณาใส่ชื่อของคุณที่นี่