ทม.แพร่จัดกิจกรรมตักบาตรบนเมก เพื่อน้อมรำลึกเนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระบรมชนกธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนารถบพิตร

38
0
- ผู้สนับสนุนแพร่ข่าว -

วันพุธที่ 13 ตุลาคม 2564 เวลา 07.00 น. นายโชคชัย พนมขวัญ นายกเทศมนตรีเมืองแพร่ นำคณะผู้บริหาร สมาชิกสภาเทศบาลเมืองแพร่ ปลัดเทศบาลเมืองแพร่ รองปลัดเทศบาลเมืองแพร่ ผู้อำนวยการกอง หัวหน้าสำนักปลัดเทศบาล ผู้อำนวยการสถานศึกษาและคณะครูในสังกัดเทศบาลเมืองแพร่ พนักงานเทศบาล นายกเทศมนตรีตำบลป่าแมตและพี่น้องประชาชน ร่วมทำบุญตักบาตรบนเมก ณ บริเวณประตูชัยกำเเพงเมืองแพร่ (เมก) เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล เป็นการร่วมแสดงความจงรักภักดีและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระบรมชนกธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนารถบพิตร 13 ตุลาคม

 พร้อมทั้งเชิญชวนให้ใช้ตระกร้าหรือถุงผ้า แทนถุงพลาสติกในการใส่ของทำบุญตักบาตร และแต่งกายด้วยผ้าพื้นเมือง รักษาอัตลักษณ์การแต่งกายของจังหวัดแพร่ และรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามของท้องถิ่นให้คงอยู่สืบไป จากนั้นได้รับฟังธรรมเทศนาจากคณะพระสงฆ์วัดหัวข่วงว่า การที่เรามาร่วมกันทำบุญในวันนี้ ถึงแม้จจะมีอุปสรรคบ้าง ฝนฟ้าที่ไม่เป็นไปตามจิตใจของเรา แต่ก็มีคำพูดอยู่คำนึงว่า “อันต้นไม้งอกงามด้วยฝนฉันใด จิตใจของคนเราก็งอกงามด้วยบุญฉันนั้น” เพราะฉะนั้นบุญนี้จะเป็นที่ตั้งกับท่านทั้งหลาย “บุญคืออะไร” บุญคือสิ่งที่สามารถนำไปรดไปล้างไปชำระจิตใจให้มีจิตใจที่เบาขึ้น สะอาดขึ้น บริสุทธิ์มากขึ้น ซึ่งที่คิดว่าเป็นการกำจัดกิเลสอาสวะทั้งหลายทั้งปวงในจิตใจของเรานั่นเอง เพราะฉะนั้นบุญจึงเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์กับพวกเราทั้งหลายอย่างยิ่ง โดยเฉพาะถ้าพวกเราทั้งหลายทำลงที่จิตใจ จิตใจในการทำบุญเป็นสิ่งที่สำคัญ เราจะได้บุญมากบุญน้อยขึ้นอยู่ที่จิต เจตนาเป็นสำคัญ  จิตเป็นนายกายเป็นบ่าว ถ้าเราไม่ดูแลรักษาจิต ก็จะเกิดปัญหาอุปสรรคต่างๆ ในชีวิตเรา เป็นความทุกข์อย่างมากมาย เพราะฉะนั้นจึ้งเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างคุณค่าให้เกิดกับชีวิตของพวกเรา ด้วยการให้อาหารแก่จิตใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเราเป็นมนุษย์ เราทุกคนเกิดมามีหน้าที่ ในการสร้างคุณค่าแก่ตนเอง คือการที่จะต้องพัฒนาจิตใจให้เจริญก้าวหน้าขึ้น หลายคนเมื่อเจอปัญหาอุปสรรค อาจจะบ่นบ้าง ท้อบ้าง แต่อย่าลืมว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือคุณค่าของตัวเรา ต้องมั่นใจในคุณค่าของตัวเราเอง ทุกคนมีคุณค่าในตนเอง นอกจากนี้ยังมีเรื่องสั้นเป็นคติสอนใจว่า นานมาแล้วในที่ประชุมแห่งหนึ่งมีวิทยากร 1 คน และผู้เข้าร่วมปนะชุมจำนวน 200 คน อยู่ๆ วิทยากรก็นำแบงค์พันชูขึ้นมาพร้อมกับถามว่า “มีใครต้องการเงินหนึ่งพันบาทนี้ไหม” ปรากฎว่าทุกคนในที่ประชุมยกมือขึ้นกันหมด ต่างก็ต้องการเหมือนกันทุกคน เสร็จแล้ววิทยากรก็ขยำแบงค์พันจนยับยู่ยี่ แล้วก็ถามอีกครั้งว่า “ยังมีใครต้องการแบงค์พันนี้อยู่ไหม” ปรากฎว่าทุกคนทั้ง 200 คน ก็ยังยกมือและยังต้องการอยู่ จากนั้นวิทยากรก็ขว้างแบงค์พันลงพื้น คลุกฝุ่นคลุกดินจนกระทั่งสกปรกไปทั้งหมด แล้วก็ถามคำถามเดิม แต่ทุกคนก็ยังยกมืออย่างพร้อมเพรียงกัน เพราะฉะนั้นคุณค่าของแบงค์พันหาได้อยู่ที่ความยับยู่ยี่ตรงนั้นไม่ คุณค่าของแบงค์พันก็ยังคงคุณค่าของมันอยู่เสมอ เปรียบเหมือนชีวิตเราบางครั้งถูกทำร้าย หรือถูกใครมาทำลาย ให้เกิดความสับสนหรือเกิดความสกปรกขึ้นมา แต่อย่าลืมว่าคุณค่าที่แท้จริงของพวกเราที่อยู่ในจิตใจนั้น เราทุกคนยังมีคุณค่าของความเป็นมนุษย์อยู่เสมอ

ทิ้งคำตอบไว้

กรุณาใส่ความคิดเห็นของคุณ!
กรุณาใส่ชื่อของคุณที่นี่