จัดประชุมปัจฉิมนิเทศโครงการฯ พลิกวิกฤตน้ำแพร่! ชลประทานเร่ง ‘ปรับปรุงและเพิ่มประสิทธิภาพ (Modernization)’ รับมือโลกร้อน ด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะ เพิ่มน้ำ 37 ล้าน ลบ.ม. สร้างความมั่นคงทั้งลุ่มน้ำยม”

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 1 เม.ย.69 ณ โรงแรมอมรรักษ์ 2 ต.ในเวียง อ.เมืองแพร่ นายคุณากร คชหิรัญ รอง ผวจ.แพร่ เป็นประธานเปิด การประชุมปัจฉิมเทศโครงการ การศึกษาความเหมาะสมการปรับปรุงโครงการชลประทานขนาดกลางในเขตจังหวัดแพร่ โดยมี นายปรัชญา ฉายวัฒนา ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมโยธาด้านวางแผน ผู้เเทนกรมชลประทาน กล่าวรายงานวัตถุประสงค์ นายพรมงคล ชิดชอบ ผู้อำนวยการกองพัฒนาการบริหารจัดการน้ำและการมีส่วนร่วม นายอัสนี จารุชาต ผู้อำนวยการโครงการชลประทานแพร่ และผู้เข้าร่วมประชุมจากทั่ว จ.แพร่ ประมาณ 200 คน เข้าร่วมการประชุมดังกล่าว

ซึ่งจังหวัดแพร่มีระบบชลประทานที่ใช้งานมายาวนาน ส่งผลให้อาคารหัวงาน ระบบส่งน้ำ และระบบระบายน้ำหลายแห่งเริ่มเสื่อมสภาพ แม้มีการบำรุงรักษาอย่างต่อเนื่อง แต่ยังไม่สามารถรองรับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างเพียงพอ
โดยเฉพาะผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวน ทำให้เกิดฝนตกหนักและน้ำหลากรุนแรง เช่น เหตุอุทกภัยปี 2567 ขณะเดียวกัน ความต้องการใช้น้ำเพื่อการเกษตรและการอุปโภคบริโภคก็เพิ่มสูงขึ้น รวมถึงข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีและบุคลากร ที่ทำให้ระบบบริหารจัดการน้ำยังไม่ครอบคลุมทุกพื้นที่ กรมชลประทานจึงดำเนิน “โครงการศึกษาความเหมาะสมการปรับปรุงโครงการชลประทานขนาดกลาง จังหวัดแพร่” ระยะเวลา 450 วัน เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ รองรับสถานการณ์ปัจจุบัน และเตรียมความพร้อมสู่อนาคต

นายปรัชญา ฉายวัฒนา ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมโยธาด้านวางแผน ผู้เเทนกรมชลประทาน เปิดเผยว่า “กรมชลประทานไม่ได้มองเพียงการสร้างใหม่ แต่เราเน้นการ ‘ปรับปรุงและเพิ่มประสิทธิภาพ (Modernization)’ โครงสร้างเดิมที่มีอยู่ทั่วประเทศ กรณีจังหวัดแพร่คือต้นแบบของการปรับตัวรับมือสภาพภูมิอากาศที่ผันผวน โดยเฉพาะเหตุการณ์สิงหาคม 2567 ที่เตือนให้เราต้องเร่งยกระดับอาคารชลประทานให้พร้อมรับทั้งน้ำหลากและเก็บกักน้ำแล้งในคราวเดียวกัน โดยเป้าหมายปี 2580 ของเราคือการใช้ข้อมูลนำการบริหารจัดการ (Data-Driven) ระบบโทรมาตรและ Smart Irrigation ในจังหวัดแพร่จะช่วยให้เราตัดสินใจพร่องน้ำหรือกักเก็บน้ำได้แบบ Real-time ลดความผิดพลาดจากตัวบุคคล และกระจายน้ำได้อย่างเป็นธรรมและแม่นยำที่สุด ซึ่งในกรอบ 10 ปีนี้ งบประมาณ 5,600 ล้านบาท คือ การลงทุนเพื่อความยั่งยืน ผลสัมฤทธิ์ไม่ใช่แค่ตัวเลขปริมาณน้ำที่เพิ่มขึ้นกว่า 37 ล้าน ลบ.ม. แต่คือความมั่นใจของนักลงทุนและเกษตรกรในลุ่มน้ำยมตอนล่างที่จะได้รับอานิสงส์จากการบริหารจัดการน้ำที่เป็นระบบตั้งแต่ตอนบน

ด้าน นายพรมงคล ชิดชอบ ผู้อำนวยการกองพัฒนาการบริหารจัดการน้ำและการมีส่วนร่วม กล่าวว่า หัวใจสำคัญของการมีส่วนร่วมในโครงการจังหวัดแพร่ คือ ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมรับผิดชอบ ในการศึกษาครั้งนี้เราลงพื้นที่รับฟังความคิดเห็นจากพี่น้องชาวแพร่ในทุกขั้นตอน เพราะชาวบ้านคือผู้ที่รู้ปัญหาในพื้นที่ดีที่สุด แผนการปรับปรุงที่ออกมาจึงไม่ใช่แค่เรื่องทางวิศวกรรม แต่เป็นแผนที่ตอบโจทย์วิถีชีวิตและวัฒนธรรมการใช้น้ำของคนในชุมชนอย่างแท้จริงบ” เมื่อมีการนำเทคโนโลยี Smart Irrigation หรือระบบโทรมาตรมาใช้ ทางกองฯ มีแนวทางในการพัฒนาทักษะหรือเตรียมความพร้อมให้กับกลุ่มผู้ใช้น้ำในจังหวัดแพร่ เพื่อให้ก้าวทันเทคโนโลยีอัจฉริยะให้มีประสิทธิภาพสูงสุด คนใช้งานต้องอัจฉริยะด้วย จึงมีแผนพัฒนาศักยภาพกลุ่มผู้ใช้น้ำให้เป็น Smart User โดยอบรมการใช้ข้อมูลจากระบบโทรมาตรมาวางแผนการเพาะปลูกและจัดสรรน้ำร่วมกับเจ้าหน้าที่ เพื่อให้เกิดความแม่นยำ ลดความขัดแย้ง และเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรด้วยข้อมูล Real-time” นอกจากเรื่องอาคารชลประทานแล้ว การสร้างเขื่อนหรืออ่างเก็บน้ำเป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ความยั่งยืนที่แท้จริงต้องเริ่มที่ต้นน้ำ เราจึงมุ่งเน้นการฟื้นฟูระบบนิเวศป่าต้นน้ำควบคู่ไปกับการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชน เพื่อให้ธรรมชาติช่วยซับน้ำและคืนสมดุลสู่ระบบชลประทาน ซึ่งจะช่วยลดปัญหาดินตะกอนทับถมในอ่างเก็บน้ำ และทำให้โครงการที่ปรับปรุงในวันนี้ใช้งานได้นาน

นายอัสนี จารุชาต ผู้อำนวยการโครงการชลประทานแพร่ กล่าวเพิ่มเติมว่า อ่างเก็บน้ำในจังหวัดแพร่ส่วนใหญ่ รวมถึง อ่างแม่มาน แห่งนี้ ใช้งานมานานหลายสิบปี แม้เราจะบำรุงรักษาตามรอบ แต่โครงสร้างบางส่วนเริ่มเสื่อมสภาพ และที่สำคัญ คือ ‘ความจุ’ เดิมเริ่มไม่เพียงพอต่อปริมาณฝนที่ตกหนักขึ้นจากสภาวะโลกร้อน (Climate Change)” จึงมีการยกระดับให้เป็น ‘อ่างเก็บน้ำอัจฉริยะ’ โดยมีแผนติดตั้ง ฝายพับได้ (Steel Gate) บนสันทางระบายน้ำล้น ซึ่งจะช่วยให้เราเก็บกักน้ำได้เพิ่มขึ้นอีก โดยไม่ต้องก่อสร้างตัวเขื่อนใหม่ให้กระทบสิ่งแวดล้อม รวมถึงการติดตั้งเครื่องมือวัดพฤติกรรมเขื่อนและระบบโทรมาตรเพื่อความปลอดภัยสูงสุด” ซึ่งมีนโยบายหลักของโครงการชลประทานแพร่คือ ‘หน่วงน้ำต้นทาง ตัดยอดน้ำหลาก’ พร้อมศึกษาปรับปรุงโครงการในความดูแลทั้ง 49 แห่ง เพื่อให้แต่ละแห่งทำหน้าที่เป็นแก้มลิงที่มีประสิทธิภาพ เมื่อฝนตกหนักในลำน้ำสาขา อ่างเหล่านี้จะช่วยกักน้ำไว้ก่อนไหลลงสู่แม่น้ำยมสายหลัก ช่วยลดความเสี่ยงน้ำท่วมตัวเมืองแพร่ได้โดยตรง

เมื่อเทคโนโลยีถูกนำมาผสานเข้ากับการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ “Smart Irrigation” จึงไม่ใช่เพียงนวัตกรรม แต่คือ เครื่องมือสำคัญในการเปลี่ยนวิกฤตให้กลายเป็นโอกาส จากข้อมูลแบบ Real-time ที่แม่นยำ สู่การวางแผนระบายน้ำและพร่องน้ำล่วงหน้าอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยลดความเสี่ยง ก่อนที่ปัญหาจะเกิดขึ้นจริง เมื่อโครงการแล้วเสร็จอย่างสมบูรณ์ จังหวัดแพร่จะมีปริมาณน้ำต้นทุนเพิ่มขึ้นกว่า 37 ล้านลูกบาศก์เมตร น้ำทุกหยด จะกลายเป็นความมั่นใจของเกษตรกรว่าจะไม่ต้องเผชิญกับคำว่า “ขาดแคลนน้ำ” อีกต่อไปในฤดูแล้ง พื้นที่ชลประทานที่ขยายเพิ่มกว่า 8,000 ไร่ ไม่เพียงเปิดโอกาสให้เกษตรกรปลูกพืชได้หลากหลาย แต่ยังหมายถึงรายได้ที่มั่นคง และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น จากวันนี้ สู่วันข้างหน้า น้ำ จะไม่ใช่ความเสี่ยงอีกต่อไป แต่จะกลายเป็น “พลัง” ที่หล่อเลี้ยงชีวิต และขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืนตลอดไป.






















