เจาะลึก WWDC 2026: ยุคใหม่ของ Siri AI และการส่งไม้ต่อครั้งสำคัญของ Apple

0
0
- ผู้สนับสนุนแพร่ข่าว -
📝 สรุปข่าว
งาน WWDC 2026 ถือเป็นครั้งสุดท้ายของ Tim Cook ในฐานะซีอีโอของ Apple ก่อนส่งมอบตำแหน่งให้ John Ternus โดยมีไฮไลต์สำคัญคือการเปิดตัว "Siri AI" โฉมใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยโมเดล Gemini ของ Google เพื่อเพิ่มความฉลาดและเข้าใจบริบทผู้ใช้ได้ดียิ่งขึ้น แต่จะยังไม่เปิดให้ใช้งานในสหภาพยุโรปและจีนในช่วงแรกเนื่องจากข้อจำกัดทางกฎหมาย

งานแถลงข่าวครั้งใหญ่ประจำปีอย่าง Worldwide Developer Conference หรือ WWDC 2026 ของ Apple ได้เปิดฉากขึ้นแล้วที่ Apple Park ท่ามกลางความสนใจจากเหล่านักพัฒนาและสื่อมวลชนทั่วโลก แต่ความพิเศษของงานในปีนี้ไม่ได้มีเพียงแค่เรื่องของซอฟต์แวร์เท่านั้น เพราะนี่ถือเป็นงาน WWDC ครั้งสุดท้ายของ Tim Cook ในฐานะซีอีโอ ก่อนที่เขาจะก้าวลงจากตำแหน่งอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 กันยายนนี้ เพื่อส่งมอบหน้าที่ต่อให้กับ John Ternus รองประธานอาวุโสฝ่ายวิศวกรรมฮาร์ดแวร์ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงผู้นำในครั้งนี้อาจเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่า Apple กำลังจะหันมาให้ความสำคัญกับนวัตกรรมด้านฮาร์ดแวร์มากขึ้นในอนาคต อย่างไรก็ตาม ไฮไลต์หลักของงานนี้ยังคงเป็นเรื่องของระบบปฏิบัติการและซอฟต์แวร์ใหม่ ๆ ที่เตรียมจะปล่อยออกมาให้เราได้ใช้งานกันในช่วงปลายปี

พระเอกของงานในครั้งนี้จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก “Siri AI” ซึ่งเป็นการยกเครื่องระบบผู้ช่วยอัจฉริยะครั้งใหญ่ที่หลายคนตั้งตารอมาตั้งแต่ปี 2024 โดย Apple ได้จับมือกับ Google เพื่อนำโมเดล Gemini มาเป็นขุมพลังขับเคลื่อนหลัก ทำให้ Siri AI มีความฉลาดและเป็นส่วนตัวมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ในแง่ของรูปลักษณ์ภายนอก Siri AI ได้รับการปรับปรุงอินเทอร์เฟซใหม่ โดยบน iPhone รุ่นที่มี Dynamic Island ตัวแอนิเมชันของ Siri จะย้ายไปแสดงผลที่บริเวณนั้นแทนการอยู่ด้านล่างของจอภาพเหมือนแต่ก่อน นอกจากนี้ใน iOS 27 ผู้ใช้ยังสามารถเรียกใช้งาน Siri AI ได้ง่าย ๆ เพียงแค่ปัดหน้าจอลงจากตรงกลาง ซึ่งจะปรากฏหน้าต่างสำหรับพิมพ์คำถามหรือค้นหาข้อมูลในรูปแบบการ์ด และสามารถสนทนาโต้ตอบได้อย่างลื่นไหลต่อเนื่อง

smart assistant phone screen

ความสามารถที่น่าทึ่งของ Siri AI คือการเข้าใจบริบทบนหน้าจอและข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้ เช่น เราสามารถสั่งให้ Siri AI นำภาพถ่ายที่เจาะจงไปใส่ในอัลบั้มครอบครัวที่แชร์ไว้ หรือแม้กระทั่งการมองเห็นสิ่งที่อยู่บนหน้าจอแล้ววิเคราะห์ต่อได้ทันที เช่น หากเรากำลังเปิดดูรูปถ่ายโรงรถ Siri AI ก็สามารถให้คำแนะนำในการปรับปรุงพื้นที่นั้นให้กลายเป็นห้องทำงานได้ นอกจากนี้ Apple ยังได้เปิดตัวแอปพลิเคชันแชตบอต Siri แยกต่างหาก เพื่อให้ผู้ใช้สามารถพิมพ์ถามคำถาม สร้างข้อความและรูปภาพ ตลอดจนวิเคราะห์ไฟล์ต่าง ๆ ได้อย่างครอบคลุม โดยผู้ใช้สามารถปรับแต่งน้ำเสียงและความเร็วในการพูดของ Siri AI ได้ตามใจชอบ ซึ่งฟีเจอร์นี้จะรองรับทั้งบน iOS, iPadOS, macOS, watchOS, visionOS, CarPlay และ AirPods โดยในระยะแรกจะเปิดให้ใช้งานในเวอร์ชันภาษาอังกฤษก่อน และจะทยอยรองรับภาษาอื่น ๆ เพิ่มเติมในภายหลัง

อย่างไรก็ตาม มีข่าวร้ายสำหรับผู้ใช้งานในบางภูมิภาค เนื่องจาก Apple ยืนยันว่า Siri AI บน iOS 27 และ iPadOS 27 จะยังไม่เปิดให้ใช้งานในกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป (EU) และประเทศจีนในช่วงแรก เนื่องจากข้อจำกัดทางกฎหมายอย่าง Digital Markets Act ของฝั่งยุโรป แต่ผู้ใช้ใน EU จะยังคงสามารถใช้งาน Siri AI บน macOS 27 และ visionOS 27 ได้ตามปกติ สำหรับอุปกรณ์ที่รองรับระบบ Apple Intelligence และ Siri AI นั้น จะต้องเป็น iPhone 16 ขึ้นไป, iPhone 15 Pro, iPhone 15 Pro Max, iPad mini (A17 Pro), iPad และ Mac ที่ใช้ชิป M1 ขึ้นไป, Apple Vision Pro, Apple Watch Series 10 ขึ้นไป, Apple Watch Ultra 2 ขึ้นไป และ Apple Watch SE 3 (เมื่อเชื่อมต่อกับ iPhone ที่รองรับ)

นอกจากเรื่องของ Siri แล้ว เทคโนโลยี Apple Intelligence ยังเข้ามาช่วย

ที่มา: Engadget