งานประชุมนักพัฒนาซอฟต์แวร์ระดับโลกของแอปเปิล หรือ WWDC ประจำปีนี้ได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว ณ แอปเปิลพาร์ก และผ่านช่องทางออนไลน์ โดยงานในครั้งนี้มีความพิเศษและแตกต่างจากทุกปี เนื่องจากเป็นงาน WWDC ครั้งสุดท้ายของ ทิม คุก ในฐานะประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ก่อนที่เขาจะก้าวลงจากตำแหน่งเพื่อส่งมอบหน้าที่ต่อให้กับ จอห์น เทอร์นัส รองประธานอาวุโสฝ่ายวิศวกรรมฮาร์ดแวร์ ในวันที่ 1 กันยายนนี้ ซึ่งการก้าวขึ้นมาของเทอร์นัสอาจสะท้อนถึงทิศทางใหม่ของบริษัทที่เน้นนวัตกรรมฮาร์ดแวร์มากขึ้น อย่างไรก็ตาม งาน WWDC ในครั้งนี้ยังคงมุ่งเน้นไปที่การเปิดตัวและอัปเดตซอฟต์แวร์เป็นหลัก
ไฮไลต์สำคัญของงานคือการเปิดตัว “Siri AI” ซึ่งเป็นการยกเครื่องระบบผู้ช่วยอัจฉริยะครั้งใหญ่หลังจากที่เคยเผยโฉมแรกไปในงานปี 2024 โดยแอปเปิลยืนยันว่า Siri เวอร์ชันใหม่นี้จะมีความเป็นส่วนตัวมากขึ้น และขับเคลื่อนด้วยโมเดล Gemini ของกูเกิล สำหรับการเปลี่ยนแปลงด้านรูปลักษณ์ บนหน้าจอ iPhone ที่มี Dynamic Island จะมีการแสดงแอนิเมชันของ Siri AI บริเวณดังกล่าวเมื่อกำลังประมวลผลคำสั่ง แทนที่จะแสดงผลที่ด้านล่างของหน้าจอเหมือนแต่ก่อน นอกจากนี้ในระบบปฏิบัติการ iOS 27 ผู้ใช้งานยังสามารถเรียกใช้งาน Siri AI ได้ด้วยการปัดหน้าจอลงจากตรงกลาง นอกเหนือจากการใช้คำสั่งเสียง “Hey Siri” หรือการกดปุ่มเปิด-ปิดเครื่อง โดยอินเทอร์เฟซใหม่จะแสดงผลในรูปแบบการ์ดข้อตอบโต้ที่ผู้ใช้สามารถสนทนาต่อเนื่องกับแชตบอตได้ทันที

ความสามารถของ Siri AI ครอบคลุมการทำงานที่หลากหลาย เช่น การสั่งให้เพิ่มรูปภาพเฉพาะเจาะจงลงในอัลบั้มครอบครัวที่แชร์ร่วมกัน การตั้งเตือนความจำเกี่ยวกับช่วงเวลาจองตั๋วคอนเสิร์ต หรือการแนะนำสูตรอาหารจากประเทศต่าง ๆ ที่เข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลโลกสำหรับงานปาร์ตี้ รวมถึงการให้คำแนะนำและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับเอกสารต่าง ๆ ยิ่งไปกว่านั้น Siri AI จะถูกรวมเข้ากับระบบค้นหา Spotlight บน macOS Golden Gate และสามารถทำงานร่วมกับสิ่งที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอได้ เช่น เมื่อผู้ใช้กำลังดูรูปภาพห้องเก็บของ ก็สามารถถาม Siri AI ถึงวิธีการจัดพื้นที่ทำงานสร้างสรรค์ภายในห้องนั้นได้ หรือการใช้เครื่องมือจับภาพหน้าจอบน Mac เพื่อเลือกตารางงานเทศกาลดนตรีที่สนใจแล้วสั่งให้ Siri AI บันทึกลงในปฏิทินโดยอัตโนมัติ รวมถึงการถามคำถามเกี่ยวกับสิ่งที่กล้องของ iPhone กำลังจับภาพอยู่ ซึ่งฟีเจอร์การค้นหาด้วยภาพนี้จะรองรับบนอุปกรณ์ Apple Vision Pro ด้วยเช่นกัน
แอปเปิลยังได้ปรับปรุงระบบการพิมพ์ด้วยเสียงให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และเปิดตัวแอปพลิเคชันแชตบอต Siri โดยเฉพาะ เพื่อรองรับการสนทนาที่เป็นธรรมชาติ การตอบคำถาม การสร้างข้อความและรูปภาพ ตลอดจนการวิเคราะห์ไฟล์ต่าง ๆ โดยผู้ใช้สามารถปรับแต่งความถ่ายทอดอารมณ์ของน้ำเสียงและความเร็วในการพูดของ Siri AI ได้ตามต้องการ ทั้งนี้ Siri AI จะเปิดใช้งานในภาษาอังกฤษเป็นภาษาแรกก่อนจะขยายไปยังภาษาอื่น ๆ โดยจะรองรับบนระบบปฏิบัติการ iOS 27, iPadOS 27, macOS 27, watchOS 27 และ visionOS 27 ซึ่งอุปกรณ์ที่รองรับ ได้แก่ iPhone 16 ทุกรุ่นหรือใหม่กว่า, iPhone 15 Pro, iPhone 15 Pro Max, iPad mini (ชิป A17 Pro), iPad และ Mac ที่ใช้ชิป M1 หรือใหม่กว่า, Apple Vision Pro, Apple Watch Series 10 หรือใหม่กว่า, Apple Watch Ultra 2 หรือใหม่กว่า และ Apple Watch SE 3 (เมื่อเชื่อมต่อกับ iPhone ที่เปิดใช้งาน Apple Intelligence ในบริเวณใกล้เคียง) นอกจากนี้ใน iOS 27 สำหรับหูฟัง AirPods จะมีฟีเจอร์ปรับแต่ง EQ เพิ่มเข้ามาด้วย

สำหรับเวอร์ชันเบต้าสำหรับนักพัฒนาซอฟต์แวร์เปิดให้ทดสอบแล้ววันนี้ และจะเปิดใช้งานจริงสำหรับผู้ใช้ทั่วไปในช่วงฤดูใบไม้ร่วงนี้ อย่างไรก็ตาม Siri AI จะยังไม่เปิดให้บริการในสหภาพยุโรป (EU) บนระบบปฏิบัติการ iOS 27 และ iPadOS 27 ในช่วงแรก เนื่องจากข้อจำกัดทางกฎหมายดิจิทัล (Digital Markets Act) ส่งผลให้ไม่สามารถใช้งานบน Apple Watch ในยุโรปได้เช่นกันเนื่องจากต้องพึ่งพาการทำงานร่วมกับ iPhone แต่สำหรับ macOS 27 และ visionOS 27 จะยังคงสามารถใช้งาน Siri AI ในยุโรปได้ตามปกติ
ในส่วนของระบบ “Apple Intelligence” ซึ่งเป็นขุมพลังเบื้องหลัง Siri AI นั้น จะเข้ามาช่วยเพิ่มขีดความสามารถให้กับแอปพลิเคชันต่าง ๆ เช่น Safari, Messages, Passwords, Shortcuts และ Home โดยใน Safari ระบบจะช่วยจัดระเบียบแท็บตามหัวข้ออย่างชาญฉลาด แจ้งเตือนเมื่อหน้าเว็บมีการเปลี่ยนแปลง เช่น ราคาสินค้าลดลงหรือมีสินค้าเข้ามาเติม และสามารถสร้างส่วนขยาย (Extensions) ของ Safari ได้ตามคำอธิบายของผู้ใช้ ขณะที่แอป Passwords จะเพิ่มฟีเจอร์ปรับปรุงรหัสผ่านที่อ่อนแอหรือมีความเสี่ยงให้แข็งแกร่งขึ้นได้ด้วยการแตะเพียงครั้งเดียว พร้อมอัปเดตรหัสผ่านใหม่บนเว็บไซต์นั้น ๆ ให้ทันที ด้านแอป Messages และ Mail จะมีฟังก์ชันตอบกลับอัจฉริยะที่สามารถเลียนแบบสไตล์การเขียนของผู้ใช้งานได้ ส่วนแอป Calendar จะรองรับการเพิ่มหรือแก้ไขกิจกรรมผ่านการอธิบายรายละเอียด รวมถึงการเพิ่มรายชื่อผู้ติดต่อและสถานที่
นอกจากนี้ ฟีเจอร์ Image Playground จะช่วยให้ผู้ใช้สร้างภาพเสมือนจริงและภาพพื้นหลังหน้าจอล็อกได้ ส่วนแอป Photos จะมีเครื่องมือปรับแต่งภาพขั้นสูง เช่น การปรับเฟรมภาพใหม่ และเครื่องมือ Extend สำหรับขยายขอบเขตของรูปภาพ โดยภาพที่สร้างหรือปรับแต่งผ่าน Apple Intelligence ทั้งหมดจะมีลายน้ำ SynthID กำกับอยู่ ระบบยังมีความสามารถในการตรวจทานและแก้ไขข้อความ (Proofread) พร้อมให้คำแนะนำเพื่อปรับปรุงการเขียน ซึ่งรองรับการทำงานบนแอปพลิเคชันภายนอกด้วย สำหรับฟีเจอร์การเข้าถึง (Accessibility) ได้รับการอัปเกรดเช่นกัน โดย VoiceOver จะอธิบายรายละเอียดของรูปภาพได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ผู้ใช้สามารถกดปุ่ม Action บน iPhone เพื่อถามคำถามเกี่ยวกับสิ่งที่กล้องเห็นและรับคำตอบอย่างละเอียด ส่วนฟีเจอร์ Voice Control จะช่วยให้ผู้ใช้สามารถอธิบายปุ่มควบคุมต่าง ๆ บน iOS ได้โดยไม่ต้องจำชื่อเฉพาะ และ Accessibility Reader จะรองรับการสรุปความและแปลภาษา
ปิดท้ายด้วยการปรับปรุงดีไซน์อินเทอร์เฟซ โดยแอปเปิลได้ปรับเปลี่ยนภาษาการออกแบบ “Liquid Glass” ที่เคยเปิดตัวไปเมื่อปีที่แล้ว โดยเปลี่ยนรูปลักษณ์เริ่มต้นใหม่ และเพิ่มแถบเลื่อนปรับความโปร่งใส (Opacity) ตามความต้องการของผู้ใช้ ขณะที่ macOS จะมีการปรับแถบเครื่องมือให้มีความเป็นเอกภาพมากขึ้น ปรับแถบด้านข้าง (Sidebars) ให้ขยายไปจนสุดขอบจอเพื่อลดสิ่งรบกวนสายตา ปรับมุมหน้าต่างให้มีความโค้งมนกระชับขึ้น และปรับปรุงไอคอนแอปพลิเคชันใหม่ทั้งหมด ในด้านประสิทธิภาพ แอปเปิลระบุว่าจะมีการปรับปรุงความเร็วในหลายส่วน โดยเฉพาะฟีเจอร์ AirDrop ที่จะมีความเร็วเพิ่มขึ้นสูงสุดถึง 80 เปอร์เซ็นต์
แฟ้มภาพ · ภาพ: Daniel L. Lu (user:dllu) / Wikimedia Commons (CC BY-SA 4.0)
ที่มา: Engadget
















