นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ยืนยันว่ารัฐบาลจะเดินหน้าโครงการ TH-AI Passport มูลค่า 1.6 พันล้านบาทต่อไปอย่างเต็มที่ แม้จะเผชิญกับเสียงเรียกร้องจากพรรคฝ่ายค้านให้ยกเลิกและตรวจสอบโครงการดังกล่าว โดยนายกรัฐมนตรีระบุว่า ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศในอนาคต และภาครัฐมีหน้าที่ต้องทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีขั้นสูงนี้ได้อย่างทั่วถึง เพื่อไม่ให้คนไทยต้องตกขบวนและสูญเสียโอกาสในเวทีโลก
นายอนุทินชี้ว่า ประเทศไทยมีศักยภาพด้านเทคโนโลยีและการสื่อสาร รวมถึงมีบุคลากรที่มีความสามารถในการพัฒนาระบบดิจิทัลและนวัตกรรม ซึ่งควรได้รับการต่อยอดเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีปฏิเสธที่จะเข้าไปแทรกแซงการทำงานของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยระบุว่าโครงการนี้อยู่ในความดูแลของปลัดกระทรวงฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงฯ ได้ชี้แจงรายละเอียดต่อสาธารณะแล้ว พร้อมย้ำว่าหากกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างเป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมาย โปร่งใส และตรวจสอบได้ โครงการก็ต้องดำเนินต่อไป และรัฐบาลพร้อมรับการตรวจสอบจากทุกองค์กรโดยไม่มีเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนอย่างแน่นอน
ขณะเดียวกัน พรรคประชาชนได้ยกระดับการตรวจสอบโครงการนี้ในการประชุมคณะรัฐมนตรีเงา โดยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้าน พร้อมทีมงบประมาณและไอที ได้นำเสนอหลักฐานที่ระบุว่าเป็นข้อพิรุธในโครงการ โดยเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีสั่งยกเลิกโครงการและนำงบประมาณก้อนนี้ไปใช้พัฒนาอุตสาหกรรม AI ภายในประเทศ แทนการนำไปซื้อหรือเช่าบริการจากผู้ให้บริการต่างประเทศ
นายธีรชาต ก่อตระกูล ทีมงานนโยบายดิจิทัลพรรคประชาชน เปิดเผยประเด็นข้อสงสัย 3 ข้อหลังการประชาพิจารณ์เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน ได้แก่ ประเด็นแรกเรื่องเงื่อนไขจำนวนโทเคน (Tokens) ในทีโออาร์ ประเด็นที่สองคือการปรับเปลี่ยนขีดความสามารถในการให้บริการ ซึ่งเดิมทีโออาร์ระบุไว้ที่ 500,000 ผู้ใช้งานต่อชั่วโมง แต่ปลัดกระทรวงดิจิทัลฯ กลับระบุในภายหลังว่าจะเปลี่ยนเป็น 5 ล้านผู้ใช้งานต่อวินาที ซึ่งสร้างความกังขาว่าสามารถปรับเปลี่ยนรายละเอียดทีโออาร์ได้อย่างอิสระเช่นนี้หรือไม่ และประเด็นที่สามคือกรอบเวลาการดำเนินงานที่ดูเร่งรีบผิดปกติ โดยโครงการถูกเสนอต่อครม.เศรษฐกิจเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 กำหนดระยะเวลาลงทะเบียน 90 วัน แต่ในการประชาพิจารณ์เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2568 กลับลดเวลาลงทะเบียนเหลือ 30 วัน และลดเวลาเปิดบริการจาก 120 วันเหลือ 90 วัน นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มงบโฆษณาบนจอในร้านสะดวกซื้อ 1,500 สาขา รวม 6,000 จุด ซึ่งไม่มีอยู่ในร่างแรกที่เสนอต่อครม.เศรษฐกิจ โดยพรรคฝ่ายค้านตั้งข้อสังเกตว่าการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เกิดขึ้นในช่วงรัฐบาลรักษาการ
ด้านนางสาวรักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ระบุว่าพบร่องรอยดิจิทัลที่น่าสงสัยว่าอาจมีการเตรียมการโครงการไว้ล่วงหน้าก่อนกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างจะเสร็จสิ้น โดยพบไฟล์ที่เกี่ยวข้องกับบริษัทที่ดูแลโครงการ TH-AI Passport ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่วันที่ 27 ตุลาคม 2568 ทั้งที่การประชาพิจารณ์และยื่นซองประกวดราคาเกิดขึ้นในปลายเดือนธันวาคม 2568 และประกาศผู้ชนะในปลายเดือนมกราคม 2569 นอกจากนี้ยังพบโครงการในลักษณะคล้ายกันในกระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ซึ่งมีมูลค่ารวมกันเกือบ 1 หมื่นล้านบาท จึงเรียกร้องให้มีการทบทวนทีโออาร์หรือชะลอโครงการไว้ก่อน
ขณะที่นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เสนอว่าควรนำงบประมาณ 1.6 พันล้านบาทไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เช่น ฮาร์ดแวร์ประมวลผล และสนับสนุนโครงการ AI ในประเทศอย่าง ThaiLLM ภายใต้สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ ตลอดจนสนับสนุนสตาร์ทอัพและเอสเอ็มอีผ่านคูปองนวัตกรรม และดึงดูดบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกเข้ามาตั้งศูนย์วิจัยในไทยผ่านสิทธิประโยชน์บีโอไอ พร้อมเสนอให้เปลี่ยนตัวชี้วัดโครงการจากการนับจำนวนสิทธิ์ผู้ใช้งาน เป็นการวัดประสิทธิภาพการทำงานและรายได้ที่เพิ่มขึ้นจริง และหากจำเป็นต้องซื้อบริการ AI จากต่างประเทศ ก็ควรดำเนินการในรูปแบบรัฐต่อรัฐโดยตรง ไม่ผ่านตัวกลาง
ที่มา: Nation Thailand












