
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีที่ เทศบาลเมืองแพร่ ร่วมกับ องค์การบริหารส่วนจังหวัดแพร่ ดำเนินโครงการปรับปรุงภูมิทัศน์คูเมืองเวียงแพร่ (น้ำคือ) ตำบลในเวียง อำเภอเมือง จังหวัดแพร่ ซึ่งได้ดำเนินการไปแล้วระยะหนึ่ง ก่อนหยุดชะงัก เนื่องจากเกรงว่าจะกระทบต่อโบราณสถานกำแพงเมืองและคูเมืองเวียงแพร่ จึงได้ยื่นขออนุญาตไปยัง กรมศิลปากร เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
ล่าสุด กรมศิลปากร ได้มีหนังสืออนุญาตให้ดำเนินการได้ ตามหนังสือเลขที่ วธ 0417/133 ลงวันที่ 3 มีนาคม 2569 เรื่อง แจ้งผลพิจารณาอนุญาตให้ปรับปรุงภูมิทัศน์ภายในบริเวณโบราณสถานกำแพงเมือง–คูเมืองเวียงแพร่ โดยเรียนถึงนายกเทศมนตรีเมืองแพร่
ทั้งนี้ ตามหนังสืออ้างถึงของ เทศบาลเมืองแพร่ ที่ พร 52001/133 ลงวันที่ 16 มกราคม 2569 ได้ขออนุญาตปรับปรุงภูมิทัศน์โบราณสถานกำแพงเมือง–คูเมืองเวียงแพร่ โดยมีแผนดำเนินการขุดลอกและกำจัดวัชพืชในคูเมือง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ แก้ไขปัญหาสิ่งปฏิกูล และปรับปรุงพื้นที่ให้สะอาดสวยงาม
ภายหลังการพิจารณา กรมศิลปากร ได้อาศัยอำนาจตามมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 อนุญาตให้ดำเนินโครงการดังกล่าวได้
ทางด้าน สุริยา อินต๊ะนอน นายกเทศมนตรีเมืองแพร่ เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า การขุดลอก “น้ำคือ” ในครั้งนี้ เป็นความตั้งใจของคณะผู้บริหารเทศบาลชุดปัจจุบัน แต่เนื่องจากติดข้อกฎหมายของ กรมศิลปากร จึงทำให้โครงการต้องหยุดชะงักไประยะหนึ่ง
ขณะนี้ เทศบาลเมืองแพร่ อยู่ระหว่างดำเนินการด้านกฎหมายให้ถูกต้อง พร้อมทั้งเร่งประสานขออนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน เพื่อให้สามารถเดินหน้าโครงการได้โดยเร็ว
นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยด้านสถานการณ์วิกฤตน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศ ที่ส่งผลต่อการดำเนินงาน ทำให้เทศบาลต้องบริหารจัดการอย่างรอบคอบ โดยพยายามแก้ไขปัญหาให้ถูกต้องและเร่งด่วนที่สุด
“หวังว่าพี่น้องประชาชนในเขตเทศบาลเมืองแพร่ รวมถึงผู้ที่ได้รับผลกระทบ จะเข้าใจสถานการณ์ในขณะนี้” สุริยา อินต๊ะนอน กล่าวในตอนท้าย
อย่างไรก็ตาม ในระหว่างการดำเนินงาน สำนักศิลปากรที่ 7 เชียงใหม่ จะเข้าตรวจสอบได้ตลอดเวลา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบด้านการอนุรักษ์โบราณสถานอย่างเคร่งครัด
การอนุญาตครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญ ที่จะทำให้โครงการปรับปรุงคูเมืองเวียงแพร่สามารถเดินหน้าต่อได้อย่างถูกต้อง ควบคู่กับการอนุรักษ์คุณค่าทางประวัติศาสตร์ของเมืองแพร่อย่างยั่งยืน















